| การขอรับการสงเคราะห์
สวนยางที่อยู่ในหลักเกณฑ์ได้รับการสงเคราะห์เพื่อปลูกแทน
1 จะต้องมีเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 2 ไร่ แต่ละไร่ ่มีต้นยางปลูก กระจัดกระจาย ไม่น้อยกว่า 10 ต้น และ โดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่าไร่ละ 25 ต้น และ ต้นยางที่มีอยู่นั้น ต้องเป็นต้นยาง อายุกว่า 25 ปีขึ้นไป หรือ ต้นยาง ทรุดโทรมเสียหาย หรือ ต้นยางที่ได้ผลน้อย
กรณีมีเนื้อที่น้อยกว่า 2 ไร่ และ เป็นส่วนสุดท้าย ของแปลง ที่เคยได้รับ การสงเคราะห์ปลูกแทน ด้วยยางมาแล้ว หาก ขอรับการสงเคราะห์ ปลูกแทน ด้วยยาง ก็อยู่ในหลักเกณฑ์ ได้รับการ สงเคราะห์ เพื่อปลูกแทนได้
1.1 ต้นยางทรุดโทรมเสียหายเนื่องจากเปลือกกรีดเสียหาย ต้องมีลักษณะดังนี้
1.1.1 ต้นยางต้องมีอายุเกิน 15 ปี
1.1.2 เปลือกของต้นยาง ที่ใช้ในการกรีด ต้องเสียหาย เกินร้อยละ 50
1.1.3 ต้นยางตามข้อ 1.1.2 จะต้องมีจำนวนเกินร้อยละ 50 ของจำนวน ต้นยางปลูกทั้งหมด
1.2 ต้นยางทรุดโทรมเสียหาย เนื่องจากถูกไฟไหม้ ต้องมี ลักษณะ ดังนี้
1.2.1 ต้นยางในสวนจะต้องเปิดกรีด แล้วมีขนาดเส้นรอบต้น ไม่น้อยกว่า 50 ซม. โดยวัด ณ จุดสูงจากพื้นดิน 75 ซม. สำหรับต้นยาง ที่ปลูกด้วย เมล็ดหรือกล้า และ150 ซม. สำหรับ ต้นยางติดตา
1.2.2 จำนวนต้นยางตามข้อ 1.2.1 จะต้องมีไม่น้อยกว่า ร้อยละ 60 ของ จำนวนต้นยางปลูก ทั้งหมด และเปิดกรีดมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 1 ปี
1.2.3 ไฟไหม้มาแล้วจนถึงวันยื่นคำขอสงเคราะห์ไม่เกิน1 ปี
1.3 ต้นยางทรุดโทรมเสียหายเนื่องจาก วาตภัย มีหลักเกณฑ์ การพิจารณา ดังนี้
1.3.1 ต้นยางที่ได้รับความเสียหาย ต้องเปิดกรีดแล้ว ไม่น้อยกว่า 70% และ เสียหายจน เสียสภาพสวน
1.3.2 ประสบวาตภัยมาแล้วไม่เกิน 6 เดือน นับจนถึง วันยื่น คำขอรับการ สงเคราะห์
1.4 ต้นยางได้ผลน้อย ต้องมีลักษณะดังนี้
1.4.1 ต้นยางต้องมีอายุเกิน 15 ปี เปิดกรีดมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 5 ปี
1.4.2 ต้องเป็นสวนยาง ที่ได้รับการดูแล ปราบวัชพืช และ ใส่ปุ๋ยเป็นอย่างดีแล้ว ก็ยังให้ผลน้อยอยู่
2 จะต้องไม่เป็นที่ดินหวงห้ามของทางราชการ หรือ อยู่ใน เขตป่าสงวน แห่งชาติ หรือเขตอุทยาน แห่งชาติ หรือ ป่าที่คณะรัฐมนตรี มีมติกำหนดไว้ ให้เป็นป่าถาวรอันเป็นสมบัติของชาติ เว้นแต่ จะได้รับอนุญาต จากหน่วยราชการ ผู้รับผิดชอบ ให้เป็นผู้มีสิทธิทำกิน หรือ ได้รับอนุญาต ให้ เข้าทำประโยชน์ หรือ อยู่อาศัย ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เป็นการชั่วคราว เพื่อ การทำสวนยาง
3 การขอรับการสงเคราะห์ ด้วยการสร้างสวนยางพันธุ์ดี ในที่ดินแปลงใหม่ ตามมาตรา 21 จะต้อง อยู่ในหลักเกณฑ์ ดังนี้
3.1 เป็นเจ้าของสวนยาง ซึ่งมีสวนยางแปลงเดียว หรือ หลายแปลง รวมกัน มีเนื้อที่ไม่เกิน 15 ไร่ (ทั้งของตนเองและคู่สมรส) ไม่ว่า จะเป็น สวนยางอ่อน หรือ สวนยางแก่ และ จะต้องมีที่ดินแปลงใหม่ ซึ่ง มีเนื้อที่ติดต่อ เป็นผืนเดียวกันตั้งแต่ 15 ไร่ขึ้นไป (จะเป็นของตนเองหรือคู่สมรสก็ได้)
3.2 ที่ดินสวนยางแปลงเดิม และที่ดินแปลงใหม่ จะติดต่อเป็นผืนเดียวกันก็ได้ หรือ ที่ดินสวนยาง แปลงเดิมอยู่แห่งหนึ่ง ที่ดินแปลงใหม่อยู่อีกแห่งหนึ่ง ก็ได้ แต่ ต้องอยู่ใน เขตจังหวัด เดียวกัน
3.3 ที่ดินสวนยางแปลงเดิมส่วนที่จะได้รับการสงเคราะห์จะต้องเข้าหลักเกณฑ์ตามข้อ 1 และ 2 ที่ดินแปลงใหม่จะต้องเข้าหลักเกณฑ์ตามข้อ 2 และต้องสร้างสวนยางพันธุ์ดีตั้งแต่ 15 ไร่ขึ้นไป
3.4 การขอรับการสงเคราะห์ตามมาตรา 21 นั้น จะต้อง ทำคำรับรอง ของ ผู้รับการสงเคราะห์ ตามมาตรา 21 ตามแบบที่ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์ การทำสวนยาง กำหนดไว้ ใน รายละเอียด (เอกสารหมายเลข 1)
คุณสมบัติผู้ขอรับการสงเคราะห์เพื่อปลูกแทน
1 เป็นบุคคลสัญชาติไทย หรือ นิติบุคคล ที่จดทะเบียน ตาม กฎหมายไทย
2 เป็นเจ้าของสวนยางมีที่ดินเป็นของตนเอง หรือ เป็นที่ดิน ที่รัฐจัดสรรให้ หรือ ที่ดินที่เช่ารัฐ และ มีหลักฐานแสดงการครอบครอง หรือ แสดงกรรมสิทธิ์ หรือเอกสารสิทธิ์ หรือสัญญาเช่า หรือ หนังสือรับรองว่า ไม่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตอุทยานแห่งชาติ หรือ เขตหวงห้าม ของ ทางราชการ ซึ่ง ทางราชการออกให้
์
|